10 เครื่องมือในการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติด SEO ฟรี

1. Google Trends
Google Trends เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์คำค้นหาที่กำลังนิยม หรือที่กำลัง ฮิตนั่นเอง
2. Google Adwords Keyword Planner
Google Adwords Keyword Planner เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการหา Keyword ที่จะบอกถึง จำนวนการค้นหาในแต่ละเดือน หรือราคาในการ bid แข่งขันกัน หรือความนิยมในการค้นหา
3. Robots.txt Tester
Robots.txt Tester เป็นเครื่องมือในการช่วยในการเขียน Robots.txt หรือว่าช่วยในการทดสอบการทำงานของ Robots.txt
4. W3C Html/XHtml Validator
W3C Html/XHtml Validator เป็นเว็บที่เป็นเหมือนกฏของการเขียนเว็บ การเขียนโค้ดที่ถูกต้องตามหลักสูตร หรือตามกฏระเบียบ และเป็นการเช็คว่าเราเขียนโค้ดได้ถูก ต้องเรียบร้อยดีหรือไม่
5. W3C CSS Validator
W3C CSS Validator เป็นเว็บของ W3C อีกตัวแต่ว่าตัวนี้เป็นเครื่องมือในการ ตรวจสอบความถูกต้องของ CSS
6. Google Structured Data Testing Tool
Google Structured Data Testing Tool เป็นเครื่องมือทดสอบ ข้อมูลที่มีโครงสร้าง ซึ่งจะเป็นการเช็คโครงสร้างเช่น เช็ค Url, Logo Url, ข้อมูล บริษัท และเป็นการเช็คข้อผิดพลาดของเว็บด้วย
7. Mobile Friendly Tool
Mobile Friendly Tool เป็นเครื่องมือในการเช็คเว็บว่าจะสามารถรองรับกับ มือถือได้ดีหรือไม่ ซึ่ง Google ให้ความสำคัญกับเว็บบนมือถือด้วย
8. Page Speed Tool
Page Speed Tool เป็นเครื่องมือในการวัดความเร็วในการโหลดของเว็บ ซึ่ง Google ให้ความสำคัญกับความเร็วในการโหลดเว็บด้วย
9. Google Web Master Tool
Google Web Master Tool เป็นเครื่องมือของ Google ที่ช่วยในการเช็ค และตรวจสอบเว็บของเรา เช่น เมื่อโดนไวรัสบนเว็บ ก็ต้องใช้เครื่องมือตัวนี้ในการ แก้ไขปัญหา
เป็นต้น
10. Google Analytics
Google Analytics เป็นเครื่องมือของ Google ที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้งานของเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลคนที่เข้ามาในเว็บ ว่ามีกี่คน มาจากไหน เข้ามาจากคีย์เวิร์ด
อะไร เป็นต้น

20 ความลับสำหรับการสร้าง Viral Infographics

20 ความลับสำหรับการสร้าง Viral Infographics

1. ใช้ตัวเลขในการนำเสนอ สมองของคนเราชอบตัวเลขมากว่าข้อความ ซึ่งมีผลการวิจัยที่แน่ นอนว่า พาดหัวด้วยตัวเลข ได้รับการคลิกมากว่า ถึง 36%
2. การพาดหัวที่มีประสิทธิภาพ การพาดหัวเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะถ้าไม่ดึงดูดความสนใจจะ ทำให้จะไม่อ่านต่อได้เลย แต่ว่าต้องระวังไม่ให้ตั้งพาดหัวเหมือนพวก clickbait
3. รูปภาพส่วนหัวที่โดดเด่น การพาดหัวที่ดีควรใช้รูปที่โน้มน้าวให้ผู้อ่านเข้าใจและรับรู้ได้ถึง เนื้อหาให้ได้เป็นอย่างดี
4. มีเนื้อหา intro ช่วงต้นสั้นๆ ให้ได้ใจความ
5. ใช้สีที่เรียบง่าย ละเอียดอ่อน ซึ่งการใช้โทนสีที่นิยมใช้ในงานพวก infographic คือ flat color
6. การเลือกใช้ตัวอักษร ต้องไม่ใช้อักษรที่ซับซ้อน ดูลำบาก ไม่แฟนซีมากเกินไป เพราะจะทำให้ การอ่าน อ่านได้ยาก
7. ในลำดับขั้นตอนในการเล่าเรื่อง เพื่อความลื่นไหลในการอ่าน
8. ใช้ icon หรือ สัญลักษณ์ ในการเสริมให้ข้อมูลดูง่าย แต่การเลือกใช้ สัญลักษณ์ ต้องเลือก ใช้ให้สื่อกับเนื้อหาด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นดาบสองคม
9. จัด section ในแต่ละเนื้อหาให้ชัดเจน เช่นการแบ่งแต่ละส่วนด้วยกรอบสีที่ต่างกัน หรือว่า ใส่สีพื้นหลังที่ต่างกัน
10. ใช้คำแนะนำ หรือ คติ คำสอน ของผู้ที่ประสบความสำเร็จ หรือผู้มีอิทธิพล เพื่อเพิ่มความน่า เชื่อถือมากขึ้น
11. การใช้กราฟต่างในการแสดงข้อมูล เช่น กราฟแท่ง กราฟสามมิติ เป็นต้น
12. ออกแบบให้เจ๋ง เพื่อสร้างความสวยงาม ใส่ไอเดียลงไปในงาน
13. อย่าลืมใส่ logo ของคุณเข้าไป เพื่อโฆษณาแบรนด์ของคุณ
14. ใส่ข้อมูลที่อ้างถึงของคุณ คุณต้องรู้จักการให้เครดิต กับแหล่งข้อมูลของคุณ ที่คุณนำมาใช้ สร้าง infographic
15. นำ SEO เข้ามาใส่ใน infographic ของคุณด้วย เพื่อให้ผู้คนเข้าถึง คุณได้ง่ายๆ หรือจะใส่เนื้อหาลงไปในหน้าเว็บที่มี รูป infographic ของคุณด้วย เพื่อให้เกิดผลกับ
SEO ของคุณ
16. โหลดเร็ว การออกแบบของคุณต้องคำนึงถึงขนาดด้วย ถ้ามันใหญ่เกินไปก็ไม่มีใครดูหรอก เพราะอาจทำให้โหลดไม่ขึ้นเลยทีเดียว แนะนำว่าควรใช้ความกว้างประมาณ 700-900 px ก็พอ
17. การออกแบบต้องนำไปใช้ในสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย ถ้าเราทำไฟล์เล็กเกินไปก็อาจจะทำให้เวลา ปริ้นลงกระดาษ หรือสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ จะทำให้ภาพแตกจนดูไม่ได้แล้ว งานของคุณก็จะดูแย่ไปเลย
18. ใช้กฏ 5 : 9 ในการออกแบบเพื่อเป็นการกำหนดให้ infographic ของคุณมีความ สมดุล ไม่สั้นและยาวจนเกินไป และทำให้เราได้เนื้อหาที่ดีที่สุดในการนำเสนอ
19. แชร์ให้โลกรู้ การทำ infographic ถ้ามีคนเห็นก็ไม่มีความหมาย เพราะฉะนั้นก็ ควรแชร์ไปใน Social ต่าง ๆ เช่น Facebook Pinterest instagram
Line Google+ เป็นต้น

5 เทคนิค ONLINE MARKETING เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์

5 เทคนิค ONLINE MARKETING เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์

1. ทำเว็บให้เร็วขึ้น เพื่อลดปัญหาสำหรับผู้ใช้ที่ ใช้อินเทอร์เน็ตที่ช้า หรือไม่เสถียร และการโหลด เร็วยังช่วยในการผลักดัน SEO อีกด้วย
2. ลดความซ้ำซ้อนในการออกแบบเว็บของคุณให้เข้าใจง่าย เรียบง่ายแต่สวยงาม เทคนิคการ ออกแบบให้เว็บของคุณไม่ซ้ำซ้อนเช่น การจัด banner สินค้าให้ชัดเจน หรือ จัดหมวดหมู่ สินค้าในเว็บของเราให้เข้าใจง่าย และสินค้าเด่นๆ ของเราให้ชัดเจน
3. ออกแบบให้เรียบง่าย และโฟกัสแต่สิ่งสำคัญๆ ไม่ควรมีโฆษณามากจนเกินไปจนทำให้สินค้า ของเราไม่โดดเด่น
4. ความประทับใจแรกพบ มีการสำรวจและวิจัยมาว่า มนุษย์จะให้ความสนใจกับเว็บไซต์ในระยะ เวลาสั้นๆ เพียง 8 วินาที ซึ่งเราจะต้องออกแบบเว็บให้น่าสนใจ ให้สามารถดึงดูดลูกค้าให้อยู่ใน เว็บไซต์นานขึ้น
5. ทำเว็บไซต์ให้ได้กำไร การทำให้เว็บได้กำไรนั้น ต้องทำให้เว็บน่าเชื่อถือก่อน ซึ่งการทำเว็บไซต์ ให้น่าเชื่อถือนั้น คุณก็ควรออกแบบเว็บของคุณให้ดูดี น่าเชื่อถือ และก็ต้องทำให้ลูกค้าเชื่อว่า ลูกค้าต้องไม่ตัดสินใจเลือกหนังสือจากปก ต้องเชื่อในมาตรฐาน และสินค้าของเรา ไม่ใช่ภายนอก

8 สิ่งที่ช่วยทำให้เพิ่ม TRAFFIC WEBSITE

8 สิ่งที่ช่วยทำให้เพิ่ม Traffic Website

  1. การเขียน Blog เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่ม Traffic ให้กับ Website ซึ่งการเขียนบล็อกผมจะขอแนะนำให้ใช้ blogger.com ที่เป็นของ Google ซึ่งจะมีโรบอทเยอะมากทำให้โรบอทวิ่งเข้ามาที่เว็บเรามากขึ้น และการเขียน Blog ต้องเขียนให้สอดคล้องกับเนื้อหาในเว็บของเรา และก็ต้องทำ ลิ้งค์เข้าไปที่เว็บไซต์ด้วย
  2. การเปิด Social ถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการทำการตลาดออนไลน์ หรือแม้กระทั่ง SEO ด้วย ซึ่ง Social Media สำคัญๆ ก็มีตั้งแต่ Facebook, Youtube, Google+, Line, Instragram, Pinterest, Linkedin ซึ่งเราต้องใส่ใจและทำการอัพเดทและใส่ข้อมูล Social พวกนี้ด้วย สำคัญมาก
  3. การส่งอีเมล์ Marketing มีประโยชน์พอสมควร ซึ่งยิ่งถ้าเราฐานลูกค้ามากเท่าไหร่ เราก็สามารถส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าได้ทีละมากๆ แต่ข้อควรระวังในการส่งอีเมล์ประเภทนี้คือ อาจถูกมองเป็นสแปมเมล์ หรือ ถ้าไฟล์ใหญ่เกินไปก็จะหนักในการเปิดเมลล์และก็อาจจะถูกมองเป็นสแปมอีกด้วย และยังมีเรื่องของการตั้งชื่อห้ามมีสัญลักษณ์พิเศษ หรือยาวเกินไป และการส่งอีเมล์ Marketing บ่อยๆ ก็อาจทำให้ลูกค้ารำคาญด้วยเช่นกัน ดังนั้นต้องมีปุ่ม เพื่อ Unsubscribe เพราะถ้าเราส่งบ่อยๆ อาจโดนลูกค้าฟ้องได้เพราะมีกฏหมายรองรับการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลอยู่
  4. Paid Search หรือ Pay Per Click หรือ การทำการตลาดโดยต้องเสียเงินในการโฆษณา ซึ่งการทำตลาดแบบนี้มีทั้งประโยชน์และโทษเช่นกัน ซึ่งประโยชน์ของมันคือ สู้กันด้วยราคา ถ้าใครอยากอยู่หน้าแรก และจะแสดงผลขึ้นอยู่กับงบประมาณของเรา ส่วนข้อเสียคือ อาจจะได้ลูกค้าจริง หรือลูกค้าปลอมก็เป็นได้ อาจจะถูกคลิกส์เล่นก็เป็นได้
  5. ต้องมีเว็บไซต์ หรือหน้า Landing Page เพื่อทำการโปรโมท หรือรองรับการโปรโมทจากสื่อต่างๆ ซึ่งหน้านี้จะเอาไว้ใช้ได้หลายอย่าง เช่น เก็บข้อมูล หรือทำสถิติ หรือทำการโปรโมท หรือเป็นการลดราคาสินค้า เป็นต้น
  6. การให้ข้อมูลที่เป็น Infographics นั้นมีสำคัญอย่างไร Infographics นั้น เป็นเหมือนการสรุปข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเป็นการทำ Content ประเภทหนึ่ง ซึ่งการทำ Infographics นี้จะออกมาในรูปของการ์ตูนสั้นๆ ได้ใจความ ชัดเจน และเข้าใจง่ายจึงเหมาะกับการทำข้อมูลสรุปเป็นอย่างมาก
  7. ปัจจุบันมีผู้ใช้งานวีดีโอ เป็นล้านๆ ต่อวัน ซึ่งการโฆษณาผ่านทางวีดีโอ หรือโฆษณาลงบน Youtube ก็ให้ความสำคัญมากๆ เช่นกัน ยิ่งถ้าทำ วีดีโอให้เป็นไวรัลดังๆ ก็สามารถทำให้คนจดจำได้เป็นหลักล้านๆ คน
  8. หรือการทำ SEO ซึ่งการทำ SEO เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากในการทำให้เว็บไซต์นั้นมี Traffic เพิ่มขึ้น เพราะถ้าเราทำ Content ได้ดี ก็จะมีคนเข้ามาค้นหาโดยธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องเสียเงินลงโฆษณาเลย ซึ่งการทำ SEO ให้ติดหน้าแรกนั้นก็ถือว่าไม่ยากมาก ซึ่งถ้าท่านใดสนใจเรียนก็สามารถ เรียนได้จากลิ้งค์นี้ https://goo.gl/Usji4J

นวัตกรรม SEO การค้นหาด้วยเสียง เทรนด์ใหม่ในปี 2017

ปัจจุบันในต่างประเทศมีการใช้การค้นหาด้วยเสียง Voice Search เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะการสั่งงานด้วยเสียงนั้น มีความสะดวกรวดเร็ว แต่จะติดปัญหาตรงเรื่องสำเนียง หรือความชัดเจนในคำค้นหา ซึ่ง การสั่งงานด้วยเสียง หรือว่าระบบค้นหาด้วยเสียงนั้น ในปัจจุบันมีการใช้งานเป็นประจำก็คือ Siri (Apple), Cortana (MicroSoft) , Google Now (Google) ซึ่งเป็นผู้ช่วยในด้าน Digital ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีการวิจัยว่าตั้งแต่ปี 2015 มีอัตราการค้นหาด้วยเสียงนั้นเพิ่มขึ้น 10 % และในปี 2016 มีอัตราการค้นหาด้วยเสียงเพิ่มขึ้นถึง 56% เลยทีเดียว
ซึ่งวลียอดฮิตในการค้นหาก็คือ ดังภาพ Who, What, When, Where, Why, How ซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งวลีพวกนี้มักจะขยายความหมายต่างๆ ไปต่อได้อีกมากมาย เช่น ใครเป็นผู้สร้าง Google ผลลัพธ์ในการค้นหาก็จะขึ้นว่า ผู้สร้าง Google คือ แลร์รี่ เพจและเซอร์เกย์ คุณก็ควรใส่ Content หรือ วลี เกี่ยวกับ ผู้สร้าง Google คือ แลร์รี่ เพจและเซอร์เกย์ เป็นต้น
ซึ่งกว่า 15 ปีของ Google Humingbird ที่ช่วยในการ เน้นการจับ Trend ของเรื่องราวที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีทำให้ผลการค้นหาของ Google นั้นมีแต่เรื่องใหม่ๆ อยู่เสมอ บางทีเป็นเรื่องที่ผู้คนเพิ่งพูดกันสดๆ ซึ่งเห็นได้ว่า การใช้การค้นหาด้วยเสียงนี้ จำเป็นที่จะต้องใช้ Google Humingbird ช่วยในการค้นหาด้วย
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญมากในปัจจุบัน เอาไว้ใช้งานได้หลายด้าน ซึ่งการเติบโตของโทรศัพท์มือถือนี้ จะทำให้การค้นหาด้วยเสียงนั้นพัฒนาตามไปด้วย และด้วยเหตุนี้ การให้ความสำคัญของ Google Mobile Friendly นั้น เป็นสิ่งที่ Google ต้องคิดและคำนึงเป็นอย่างมากในยุค 2017
Siri ถือเป็นเครื่องมือในการช่วยค้นหาด้วยเสียงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งคาดว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจเป็นยุคที่คนไม่ได้ต้องใช้แป้นพิมพ์อีกต่อไปก็ได้