PREVIOUS
TOFU / MOFU / BOFU คืออะไร

ถ้าคุณเคยทำบทความ SEO แล้วเจอปัญหาแบบนี้…
ทราฟฟิกมา แต่ไม่มีคนทัก ไม่มีลีด
เขียน “บทความดี” แล้ว แต่ยอดไม่ขยับ
ทีมขายบอกว่า “ลีดไม่ตรง” หรือ “คนยังไม่พร้อมซื้อ”
ทำคอนเทนต์เยอะ แต่เหมือนโยนหินลงน้ำ
ส่วนใหญ่ไม่ได้พังที่การเขียนครับ—พังที่ “จับช่วงคนอ่านผิด”
TOFU / MOFU / BOFU คือภาษาง่ายๆ สำหรับบอกว่า คนอ่านตอนนี้อยู่ขั้นไหนของการตัดสินใจ และคอนเทนต์ควรทำหน้าที่อะไรในขั้นนั้น ถ้าคุณอ่านเกมนี้ออก คุณจะเริ่มวางบทความเป็น “ระบบ” ไม่ใช่เขียนเป็นชิ้นๆ แล้วหวังให้ Google เมตตา
บทความนี้ (สไตล์ turnoffweb.com) จะพาคุณเข้าใจฟันเนลแบบใช้ได้จริง:
TOFU, MOFU, BOFU แปลว่าอะไร
คอนเทนต์แต่ละช่วงควรตอบอะไร / ไม่ควรทำอะไร
ตัวอย่าง keyword + โครงบทความ + CTA ที่เหมาะ
วิธีเอาไปจัด “โครงสร้างเว็บ” และ internal link ให้ Google เห็นความตั้งใจจริง
หลายคนมองฟันเนลเป็นเรื่องการตลาดอย่างเดียว แต่ในโลก SEO มันกระทบ 3 เรื่องใหญ่:
Search Intent
Google ไม่ได้จัดอันดับจากคำสวยอย่างเดียว มันพยายามตอบ “ความตั้งใจ” ของคนค้นหา ถ้าคีย์เวิร์ดเป็นเชิงอยากซื้อ แต่คุณเขียนเชิงให้ความรู้ลอยๆ อันดับมักขึ้นยาก หรือขึ้นแล้วคนก็ปิดทันที
Behavior Signals / UX
บทความที่ตรงจุด จะทำให้คนอ่านต่อ เลื่อนอ่าน คลิกต่อ ไม่ย้อนกลับไปหน้าเสิร์ชทันที (pogo-sticking) สิ่งพวกนี้ไม่ได้เป็น “ปุ่มลับ” ที่คุณกดได้ แต่เป็นผลลัพธ์ของการเขียนตรงจังหวะ
Site Structure & Topic Authority
เว็บที่มีคอนเทนต์ครบทั้ง TOFU/MOFU/BOFU ในหัวข้อเดียวกัน จะดูเหมือน “มีคนดูแลจริง” และสร้างภาพเป็นคลัสเตอร์ได้ง่ายกว่าเว็บที่มีแต่บทความสะเปะสะปะ
นิยามสั้นๆ: คนอ่านกำลัง “เริ่มสนใจ” หรือ “เริ่มสงสัย” ยังไม่พร้อมซื้อ
โจทย์ของคอนเทนต์: อธิบายภาพรวม ทำให้เข้าใจเร็ว ลดความสับสน สร้างความเชื่อใจ
TOFU คือช่วงที่คนยังถามคำถามแบบ:
“คืออะไร”
“ทำไมถึงเกิด”
“ควรเริ่มยังไง”
“ต่างจากอะไร”
“เหมาะกับใคร”
ตัวอย่างคีย์เวิร์ด TOFU
“TOFU คืออะไร”
“SEO คืออะไร”
“พัดลม EC คืออะไร”
“บริการแม่บ้านรายปีคืออะไร”
“ทำไมฟันโยก”
สิ่งที่ TOFU ควรมี
คำอธิบายที่ไม่อ้อมค้อม
ตัวอย่างเข้าใจง่าย
โครงสร้างชัด (H2/H3 เป็นตรรกะ)
“เช็กลิสต์เริ่มต้น” หรือ “สิ่งที่ควรรู้ก่อน”
สิ่งที่ TOFU ไม่ควรทำ
ปิดขายแรงเกินไปตั้งแต่ต้น
โยนราคา/แพ็กเกจใส่หน้าคนอ่านทันที
เขียนยาวแบบวิชาการจนคนหลุด
มุมมองแบบมืออาชีพ: TOFU คือบทความที่ “ทำให้คนอ่านอยากอยู่ต่อ” ไม่ใช่ “ทำให้คนอ่านรีบซื้อ”
นิยามสั้นๆ: คนอ่านรู้ปัญหาแล้ว กำลัง “คัดตัวเลือก”
โจทย์ของคอนเทนต์: ให้กรอบตัดสินใจ (framework) เปรียบเทียบอย่างเป็นธรรม ตอบคำถามเชิงลึก
MOFU คือช่วงที่คนเริ่มถามว่า:
“แบบไหนดีกว่า”
“ต่างกันยังไง”
“เลือกสเปกอะไร”
“มีข้อควรระวังอะไร”
“ถ้าสถานการณ์แบบฉัน ควรเลือกแบบไหน”
ตัวอย่างคีย์เวิร์ด MOFU
“TOFU vs MOFU vs BOFU”
“EC vs AC fan”
“คลินิก A vs โรงพยาบาล B”
“กระเบื้อง SPC vs LVT”
“จ้างแม่บ้านรายครั้ง vs รายปี”
สิ่งที่ MOFU ควรมี
ตารางเปรียบเทียบ
เกณฑ์เลือก (criteria)
เคสตัวอย่าง (scenario-based)
คำตอบแบบ “ขึ้นกับเงื่อนไข” ไม่ใช่ชี้นิ้วว่าอะไรดีที่สุด
สิ่งที่ MOFU ไม่ควรทำ
บอกว่า “อันนี้ดีที่สุดสำหรับทุกคน”
เขียนเหมือนรีวิวอวยอย่างเดียว
ซ่อนข้อเสีย (คนอ่านรู้ทัน และความน่าเชื่อถือลด)
MOFU ที่ดีจะทำให้คนอ่านรู้สึกว่า “เว็บนี้ช่วยคิดแทนฉันได้” และเริ่มไว้ใจมากพอที่จะคลิกไปหน้าต่อไป
นิยามสั้นๆ: คนอ่านพร้อมลงมือ ขอราคา ขอใบเสนอราคา นัดคุย
โจทย์ของคอนเทนต์: ลดความเสี่ยงก่อนซื้อ ตอบคำถามสุดท้าย ทำให้ “ตัดสินใจง่ายขึ้น”
BOFU คือช่วงที่คนถาม:
“ราคาเท่าไหร่”
“ขั้นตอนการใช้บริการ”
“ใช้เวลานานไหม”
“มีรับประกันไหม”
“ติดต่อยังไง”
“เหมาะกับหน้างานของฉันไหม”
ตัวอย่างคีย์เวิร์ด BOFU
“ราคา…”
“ค่าติดตั้ง…”
“แพ็กเกจ…”
“ใกล้ฉัน”
“ขอใบเสนอราคา”
“รีวิวบริการ + ราคา”
สิ่งที่ BOFU ควรมี
ขอบเขตบริการชัดเจน
ขั้นตอนทำงาน / ไทม์ไลน์
คำถามที่คนกลัวก่อนซื้อ (ความเสี่ยง)
หลักฐานความน่าเชื่อถือ (เคส, มาตรฐาน, รีวิวจริง)
CTA ชัด: “ขอใบเสนอราคา / นัดคุย / โทร / Line”
สิ่งที่ BOFU ไม่ควรทำ
ยืดยาวแบบสารานุกรม
เลี่ยงตอบราคา/ปัจจัยราคาแบบไม่ช่วยอะไร
ไม่มี next step ชัดเจน
BOFU ไม่ใช่หน้าขายแข็ง แต่คือหน้า “เคลียร์ข้อสงสัยสุดท้าย” ให้คนกล้าก้าวต่อ
| ช่วง | คนอ่านกำลังคิดอะไร | เป้าหมายคอนเทนต์ | รูปแบบที่เวิร์ก | CTA ที่เหมาะ |
|---|---|---|---|---|
| TOFU | “นี่คืออะไร?” | ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ | Guide, Definition, Checklist เริ่มต้น | อ่านต่อ, ดาวน์โหลดเช็กลิสต์, ดูหมวดความรู้ |
| MOFU | “เลือกแบบไหนดี?” | เปรียบเทียบ ให้กรอบตัดสินใจ | Comparison, Framework, Use cases | ดูเคส, ใช้เครื่องมือช่วยเลือก, ขอคำปรึกษาเบื้องต้น |
| BOFU | “จะซื้อ/ใช้เลยดีไหม?” | ลดความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ | Pricing factors, Process, Proof | ขอใบเสนอราคา, นัดคุย, ติดต่อทีม |
นี่คือจุดที่คนทำ SEO พลาดบ่อย: คิดว่า “หัวข้อเดียวกัน” เขียนบทความเดียวจบได้หมด
จริงๆ คุณทำได้…แต่ต้องจัดเลเยอร์ให้ถูก หรือแยกเป็นหลายหน้าแล้วทำ internal link
ตัวอย่างหัวข้อเดียวกัน: “บริการแมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสาร”
TOFU: “บริการแมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสารคืออะไร เหมาะกับใคร”
MOFU: “ส่งเอกสารเอง vs จ้างแมสเซ็นเจอร์ แบบไหนคุ้มกว่า”
BOFU: “ราคาแมสเซ็นเจอร์ส่งเอกสาร คิดยังไง + เช็กลิสต์ก่อนขอใบเสนอราคา”
ถ้าคุณเอาเรื่อง “ราคา” ไปใส่ในบทความ TOFU ตั้งแต่ย่อหน้าแรก คุณกำลังทำให้คนที่ยังไม่พร้อมซื้อรู้สึกว่า “โดนขาย” และกดปิดเร็วขึ้น
TOFU = ทำให้เข้าใจ
MOFU = ทำให้เลือกเป็น
BOFU = ทำให้ตัดสินใจง่าย
ถ้าคอนเทนต์ของคุณมีครบ 3 ชั้นในคลัสเตอร์เดียวกัน คุณกำลังสร้าง “เส้นทาง” ให้คนอ่านจากรู้จัก → สนใจ → ซื้อ อย่างเป็นธรรมชาติ
ถ้าคุณอยากให้เว็บดูเป็นระบบ (Structural Effort) ให้ทำแบบนี้:
Pillar (หน้าหลัก): ภาพรวมใหญ่ (มักเป็น TOFU แบบรวม หรือ MOFU แบบ framework)
Cluster: บทความย่อยที่เจาะมุมเฉพาะ (TOFU/MOFU/BOFU แยกกัน)
TOFU → พาไป MOFU (“ถ้าคุณเริ่มเข้าใจแล้ว มาดูวิธีเลือก/เปรียบเทียบ”)
MOFU → พาไป BOFU (“ถ้าคุณเลือกทิศทางได้แล้ว มาดูขั้นตอน/ปัจจัยราคา”)
BOFU → พากลับไป Pillar หรือ FAQ (“ถ้าต้องการภาพรวม/คำถามที่พบบ่อย”)
การแปะ “อ่านบทความอื่น” เฉยๆ ไม่ค่อยเวิร์ก
แต่ถ้าคุณเขียนประโยคแบบ:
“ถ้าคุณกำลังชั่งใจระหว่าง A กับ B ลองดูตารางเทียบแบบละเอียดในหัวข้อถัดไป”
คนจะคลิกเพราะเขารู้ว่ามันช่วยเขาจริง
ก่อนเขียนบทความทุกครั้ง ลองตอบ 5 ข้อนี้:
คนค้นคำนี้ “อยากรู้” หรือ “อยากซื้อ”?
เขาน่าจะมีความรู้พื้นฐานแค่ไหน?
ถ้าอ่านจบ เขาควรทำอะไรต่อ?
ต้องมีหลักฐาน/ตัวอย่าง/ตารางไหมถึงจะตัดสินใจได้?
บทความนี้ควรลิงก์ไปหน้าไหน เพื่อพาคนอ่านไปขั้นถัดไป?
ตอบครบ = คุณจะเลือก TOFU/MOFU/BOFU ได้แม่นขึ้นมาก
1) ทำเว็บเล็ก ควรเริ่มจาก TOFU หรือ BOFU ก่อน?
ถ้าอยากเห็นผลเร็ว ให้มี BOFU อย่างน้อย 1–3 หน้า (บริการ/ราคา/ขั้นตอน) เพื่อรับดีมานด์ที่พร้อมซื้อ แล้วค่อยขยาย TOFU/MOFU เพื่อสร้างทราฟฟิกและความน่าเชื่อถือ
2) ทำ TOFU อย่างเดียวได้ไหม?
ได้ แต่คุณจะได้ “ทราฟฟิก” มากกว่า “ยอดขาย” เพราะไม่มีหน้าที่พาคนไปต่อ
3) บทความหนึ่งหน้าเป็นทั้ง TOFU และ BOFU ได้ไหม?
ทำได้ แต่ต้องจัดเลเยอร์ดีมาก: เปิดแบบ TOFU แล้วค่อยไล่ไป MOFU และจบด้วย BOFU (พร้อมสารบัญ/ลิงก์ข้ามส่วน) ไม่งั้นบทความจะเละและไม่ตรง intent
4) MOFU สำคัญจริงไหม?
สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ “ความเชื่อใจ” เกิดจากการช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่การอธิบาย
5) BOFU ต้องใส่ราคาตรงๆ ไหม?
ไม่จำเป็นต้องฟันธงเป็นตัวเลขเดียว แต่ควรบอก “ปัจจัยที่ทำให้ราคาเปลี่ยน” และให้ผู้อ่านประเมินตัวเองได้
6) จะรู้ได้ไงว่า keyword นี้เป็น TOFU/MOFU/BOFU?
ดูจากถ้อยคำ:
“คืออะไร/วิธี” มักเป็น TOFU
“เทียบ/รีวิว/สเปก” มักเป็น MOFU
“ราคา/ติดตั้ง/ใกล้ฉัน” มักเป็น BOFU
และถ้าจะให้ชัวร์ ให้ดูหน้าผลค้นหาว่า Google โชว์บทความแนวไหนเยอะที่สุด
7) ถ้าเว็บมีบทความเยอะ แต่ไม่เป็นระบบ ควรแก้ยังไง?
เริ่มจัดกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ทีละหัวข้อ แล้วทำ internal link ใหม่ให้เป็นทางเดิน TOFU→MOFU→BOFU ก่อน จากนั้นค่อยรีไรท์หัวข้อที่ไม่ตรง intent
8) ทำคอนเทนต์ฟันเนลแล้ว Google จะจัดอันดับไวขึ้นไหม?
ไม่มีคำว่าไวแน่นอน แต่เว็บที่มีโครงสร้างชัด + intent ตรง + internal link ดี มัก “นิ่งและโตต่อ” มากกว่าเว็บที่ปั๊มบทความแบบไม่เป็นระบบ
TOFU ทำให้คนเข้าใจและไว้ใจ
MOFU ทำให้คนเลือกเป็นและรู้สึกว่าคุณช่วยเขาจริง
BOFU ทำให้คนตัดสินใจง่ายขึ้น ลดความเสี่ยง และรู้ว่าจะติดต่อยังไง
คอนเทนต์ที่ดีไม่ใช่บทความที่เขียนเก่งที่สุด แต่คือบทความที่ “ตรงจังหวะ” ที่คนอ่านต้องการในตอนนั้น